Monday 1 March 2021 | 4 : 19 am

‘เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์’ ก้าวสู่บทบาทที่ท้าทาย กับการเป็นผู้ประกาศน้องใหม่ใน ‘ข่าวเด่น ช่อง 8’

หลายคนรู้จัก ‘เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์’ ในบทบาทของนักแสดงมากฝีมือที่สร้างผลงานเด่นๆ มาแล้วทั้งภาพยนตร์ ละคร รวมทั้งงานพิธีกรกันเป็นอย่างดี แต่ปี 2564 นี้ถือเป็นฤกษ์ดีปีทองที่เต้จะก้าวไปสู่อีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่เจ้าตัวบอกว่า มันท้าทายความสามารถของเขาสุดๆ นั่นก็คือ การเป็นผู้ประกาศข่าวน้องใหม่ในรายการ ‘ข่าวเด่น ช่อง 8’…อะ!! งั้นเราไปพูดคุยอัพเดตถึงบทบาทใหม่ของเขากันเลย

ก่อนอื่นเล่าย้อนให้ฟังหน่อย ว่าเต้เข้าวงการบันเทิงได้อย่างไร

“ผมเข้าวงการบันเทิงมาได้เพราะมีผู้ใหญ่ที่มีพระคุณ 2 ท่านช่วยสนับสนุน คนแรกคือ คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ตอนนั้นแกทำงานอยู่โตโยต้า แล้วผมมีโอกาสได้ไปเป็นพรีเซนเตอร์รถยนต์โตโยต้าโซลูน่า ซึ่งตอนนั้นโตโยต้ากำลังเฟ้นหาพรีเซนเตอร์หน้าใหม่อยู่พอดี คือผมได้เป็นตัวแทนจากภาคใต้มาประกวดที่กรุงเทพฯ แล้วได้อันดับ 2 โชคดีว่าได้มาถ่ายโฆษณารถยนต์ ก็เลยทำให้คนเริ่มคุ้นหน้าคุ้นตา ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่สถาบันราษภัฏสวนสุนันทา สาขารัฐประศาสนศาสตร์ พอได้อันดับ 2 พรีเซนเตอร์หน้าใหม่ของโตโยต้า บริษัทคงมีสัญญาบางอย่างกับทาง จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ทำให้ผมต้องเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดที่ตึกนี้ไปด้วย ทำให้ผมมีโอกาสได้รู้จักกับผู้มีพระคุณอีกท่านหนึ่งก็คือ พี่ปุ๊ก-พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ ซึ่งเป็นทั้งผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘ไอ้ฟัก’ ก่อนถ่ายทำก็มีการออดิชั่นคนที่จะมารับบทพระเอกหรือบทไอ้ฟัก พี่ปุ๊กได้เห็นแฟ้มประวัติของผม เขาก็เลยให้ผมเข้าไปออดิชั่นบทนี้ ปรากฏว่าออดิชั่นผ่าน ได้เล่นบทไอ้ฟัก ตอนนั้นรู้สึกดีใจมากครับ”

ภาพยนตร์เรื่อง ‘ไอ้ฟัก’ คือผลงานที่สร้างชื่อเสียง

“ที่จริงแล้วภาพยนตร์เรื่อง ‘ไอ้ฟัก’ นี้ สร้างจากบทประพันธ์เดิมคือ ‘คำพิพากษา’ ซึ่งนางเอกคือ น้องตั๊ก-บงกช เรียกว่าตอนนั้นน้องตั๊กดังมาก ก็ต้องขอบคุณน้องเขาด้วย พูดง่ายๆ ว่าเป็นภาพยนตร์ไทยอีกเรื่องหนึ่งในยุคนั้นที่คนไทยชื่นชอบและซื้อตั๋วเข้าไปดูในโรงหนังกันเยอะมาก ยุคนั้นผู้คนจำชื่อ ‘ไอ้ฟัก’ ได้มากกว่าชื่อ ‘เต้-ปิติศักดิ์’ ซะอีก (หัวเราะ) แต่ต่อมาผู้ชมก็เริ่มรู้จักผมมากขึ้นและจำผมได้

จากที่ไม่เคยคิดจะเข้าวงการบันเทิง แถมยังแพลนไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วก็จะกลับไปทำงานรัฐวิสาหกิจแบบคุณพ่อที่บ้านเกิดทางภาคใต้ด้วย คือตอนนั้นผมเรียนเอกรัฐประศาสนศาสตร์ไงครับ แต่ไปๆ มาๆ ผมก็ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงจนถึงทุกวันนี้เลยละ ช่วงแรกๆ ก็เล่นภาพยนตร์อย่างเดียวก่อน ต่อมาก็มีงานละคร ซึ่งจะสลับๆ กันไป จากนั้นก็มีงานพิธีกร เช่น รายการ ‘คบเด็กสร้างบ้าน’ ทางช่อง 7 ทำอยู่เกือบสิบปี เป็นการตามติดชีวิตเด็กๆ ในแต่ละชุมชน และก็มีรายการ ‘ด้วยพระบารมี’ ทางช่อง NBT ทุกเสาร์-อาทิตย์ ต่อเนื่องประมาณ 10 ปี เป็นสารคดีสั้นๆ ที่พูดถึงพระกรณียกิจของสมาชิกราชวงศ์ทุกๆ พระองค์ ซึ่งงานพิธีกรนี้ถือเป็นการฝึกพูดและการนำเสนอข้อมูลให้คนดูได้รับข่าวสารในช่วงเริ่มต้น”

ท้าทายความสามารถตัวเองด้วยบทบาท ‘ผู้ประกาศข่าว’ ช่อง 8

“จุดเริ่มต้นในการเป็นผู้ประกาศข่าวคือ ตอนนั้นผมมีโอกาสได้มาเป็นพิธีกรให้กับรายการ ‘เฉียด’ ทางช่อง 8 ซึ่งจะออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 12.25 นาที และรีรันในวันศุกร์ เวลา 19.15 น. โดยเป็นรายการเกี่ยวกับการเตือนภัย อุทาหรณ์ และเรื่องอุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้กับชีวิตเราและชีวิตผู้คน ที่บอกว่าใกล้กับชีวิตตัวเองเพราะเมื่อก่อนผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์ เลยได้เห็นเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุต่างๆ ตามท้องถนนมาเยอะมาก พอมาทำรายการก็เลยอินเป็นพิเศษ อีกอย่างเราอยากเตือนภัยหรืออยากจะบอกผู้คนให้ระมัดระวัง หรือไม่ทำผิดกฎหมายอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกสนุกที่ได้ทำ

หลังจากทำรายการ ‘เฉียด’ มา 1 ปี ผมก็ได้เจอกับ พี่โจธีระ ธัญญอนันต์ผล ผู้อำนวยการข่าวช่อง 8 พี่โจก็เห็นว่ารายการเฉียดที่ผมทำเนี่ย มันเป็นสารคดีในเชิงข่าว พี่โจก็เลยชวนว่ามาเป็นผู้ประกาศมั้ย เราก็คุยกันตั้งแต่ช่อง 8 ยังอยู่ที่ตึกเก่าซอยลาดพร้าว 15 นู่น ตอนนั้นผมก็คิดว่าพี่โจชวนเล่นๆ ใจอยากปฏิเสธด้วยซ้ำ เพราะผมยังนึกภาพการเป็นผู้ประกาศในหัวตัวเองไม่ออกเลย (หัวเราะ) คือมันไม่ใช่การแสดง มันเป็นงานที่เป็นตัวของเราเอง แต่เราต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนด้วยว่า เราต้องการจะสื่อสารอะไรกับคนดู พอคิดไปคิดมามันก็ดูใกล้เคียงกับรายการเฉียดนะ อีกอย่างเราก็ต้องการนำเสนอเรื่องราวต่างๆ แทนความห่วงใยให้คนดูอยู่แล้ว

เมื่อได้มานั่งคุยกับพี่โจจริงๆ จังๆ พี่เขาก็บอกอีกว่า ‘การเป็นผู้ประกาศข่าว แท้จริงแล้วอาชีพนี้คือที่พึ่งของประชาชน ฉะนั้นเราต้องอยู่เคียงข้างประชาชน’ ประโยคนี้แหละครับที่โดนใจผม ทำให้ผมตัดสินใจรับงานนี้ เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ และด้วยความที่เราเป็นนักแสดงซึ่งคนในสังคมก็รู้จัก เราก็น่าจะแนะนำข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์ได้ และเชื่อว่าคนดูก็น่าจะรับฟังสิ่งที่เราพูดครับ”

ก่อนเป็นผู้ประกาศนั้นไม่ง่าย ต้องเทรนและเตรียมตัวให้พร้อม

“หลังจากคุยกับพี่โจอย่างจริงจัง และตกปากรับคำว่าจะทำงานนี้แล้ว พี่โจก็เรียกมาอธิบายและทำความเข้าใจว่า การเล่าข่าวคืออะไร การเป็นผู้ประกาศคืออะไร จากนั้นก็เริ่มมีการเทรนแบบจริงจังประมาณ 1 เดือนก่อนเริ่มงานจริง ระหว่างที่เทรนนั้นภาพในหัวผมก็ยังไม่ชัด กระทั่งสัปดาห์สุดท้ายที่ได้มาเทรนหน้าเวทีจริง ตอนนั้นผมอ่านแค่ข่าวสั้น 3-4 ข่าว แต่ก็ยังจับความรู้สึกไม่ค่อยได้อยู่ดี จนกว่าจะได้อยู่หน้าจอจริงๆ นั่นแหละถึงเริ่มเข้าใจ พอมาเริ่มงานจริงๆ ผมคิดในใจเลยว่าการเทรนที่ผ่านมานั้นมันมีประโยชน์มากๆ เพราะรายการ ‘ข่าวเด่นช่อง 8’ (ออกอากาศ จันทร์-ศุกร์ เวลา 11.05-12.35 น.) ที่ผมมีโอกาสได้เข้ามาทำนี้มีคนดูหลักล้านทั่วประเทศเลย แล้วผมได้จับคู่กับ พี่ปิ๊ก-เทพกิจ ฉัตรสุริยาวงศ์ ที่เปรียบเสมือนอาจารย์ที่ช่วยเทรนให้ผมก่อนเข้ามาทำงานจริงด้วย บอกเลยว่าในช่วงที่ทำงานแรกๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นมากครับ”

ได้ทำรายการคู่กับผู้ประกาศข่าวที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

“การได้มาทำงานกับ พี่ปิ๊ก-เทพกิจถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมาก เพราะเราคุ้นเคยกันตั้งแต่พี่เขาช่วยเทรนให้ ทำให้เรามีความมั่นใจและอุ่นใจมากขึ้น ต้องบอกว่าพี่ปิ๊กเป็นคนรอบรู้ และถือเป็นบุคคลที่เป็นแบบอย่างของผมได้ ตั้งแต่เริ่มเทรนพี่เขาก็สามารถแนะนำหลายสิ่งหลายอย่างให้ผมได้เสมอ จากวันแรกที่เริ่มทำรายการจนถึงตอนนี้ก็เกือบสองเดือนแล้วครับ ต้องบอกว่าการที่เราจะทำงานได้เข้าขากันแบบนี้ เราก็ต้องมีการพูดคุยเพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ต้องมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน บางครั้งเวลามีปัญหา เช่น มีคนใดคนหนึ่งเกิดสะอึกขึ้นมา เราก็สามารถช่วยพูดแทนได้ หรือเวลาที่ผมพูดผิด พี่ปิ๊กก็จะเติมข้อมูลเพื่อแก้ไขให้ ดังนั้น พี่ปิ๊กกับพี่โจจึงถือเป็นครูของผมเลยครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มปรับตัวได้ และเริ่มอินกับงานผู้ประกาศมากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่รู้สึกเกร็งๆ ตอนนี้ก็รู้สึกดีที่ได้ทำงานนี้ครับ”

การเป็นผู้ประกาศ คือการแสดงความคิดเห็นที่มีต่อข้อเท็จจริง

“การเป็นผู้ประกาศ ผมว่ามันคือการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะไม่ใช่การแสดงตามบทบาทที่เราได้รับในละคร อาชีพผู้ประกาศจึงต้องติดตามข่าวและทำการบ้านเยอะมาก พี่โจเคยบอกผมว่า งานผู้ประกาศนั้นต้องรู้จริงในเรื่องข้อมูล จากเมื่อก่อนผมจะอ่านแค่ข่าวทั่วๆ ไปที่มันเด้งมาตาม Feed เฟซบุ๊ก แต่พอมาเป็นผู้ประกาศแล้ว เป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่เราต้องทำความเข้าใจกับข่าวหลายๆ ข่าวให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ส่งต่อข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ถูกต้องไปสู่คนดูได้ ผมว่าสิ่งที่เราได้กลับมาจากการอ่านข่าว มันไม่ใช่แค่เรื่องที่เรารับรู้เท่านั้น แต่มันยังทำให้เรามีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และมีมุมมองในเรื่องนั้นๆ มากยิ่งขึ้นด้วย เมื่อนำไปเล่าไปคุยกันในรายการโดยมีความรู้ มันก็ทำให้รู้สึกสนุกยิ่งขึ้น ไปอีก”

ผู้ประกาศถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ใช่สำหรับตัวเอง

“ผมมีโอกาสได้คุยกับภรรยา คุยกับลูกชายวัย 8 ขวบ (น้องชีต้า) และคนในครอบครัว ทุกคนก็ลงความเห็นว่าการเป็นผู้ประกาศก็เหมาะกับผมนะ เพราะในชีวิตจริงเวลาอยู่กับคนในครอบครัว ผมเป็นคนมีเหตุผล และชอบชี้แจงว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ เวลาจะเลือกไปไหนหรือทำอะไรสักอย่าง มันต้องมีมูลเหตุก่อนว่าเพราะอะไรเราถึงเลือกทำแบบนี้แบบนั้น ซึ่งมันก็สอดคล้องกับการมาเป็นผู้ประกาศข่าวของผม เช่นกัน ทุกคนเลยลงความเห็นว่าผมเหมาะสมกับหน้าที่นี้ แม้ว่าผมจะไม่เคยคิดถึงการทำงานด้านนี้มาก่อนเลยก็ตาม

แล้วการที่ได้มาทำงานร่วมกับ พี่ปิ๊ก-เทพกิจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเราได้แชร์มุมมองของข่าวจากที่เราได้รู้ได้เห็นกันมา ซึ่งข่าวทุกข่าวมันจะมีสองด้านเสมอ ยกตัวอย่าง ข่าวๆ หนึ่งที่กลายเป็นคดีอยู่ มันก็มีทั้งผู้ต้องสงสัย มีทั้งโจทย์ และมีทั้งพยานแวดล้อม พูดง่ายๆ ว่าเราต้องฟังข้อมูลหลายๆ อย่าง ดูข้อมูลให้รอบด้าน ผมว่าการเป็นผู้ประกาศมันจะฝึกให้เราคิดและรับฟังความเห็นของผู้อื่นไปด้วย การทำงานกับพี่ปิ๊กก็เช่นกัน ข่าวที่เราเล่าไป บางทีพี่ปิ๊กก็จะมีความคิดอีกแบบหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดแบบนั้นมาก่อนเลยก็มี นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมร่วมงานกับพี่ปิ๊กแล้วสนุกมากครับ”

ข่าวทุกข่าวต้องนำเสนอแบบตรงไปตรงมา แล้วผู้ฟังจะเป็นผู้วิเคราะห์เอง

“อย่างที่บอก ว่าการนำเสนอข่าวเราไม่ต้องไปตัดสินว่า ความคิดของใคร หรือคนใด ถูกหรือผิด แต่ให้ผู้ชมผู้ฟังเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าทางเลือกใดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สำหรับบางคนที่เข้าใจผิดหรือเลือกผิดทาง ถ้าผู้ประกาศอย่างเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลับมาสู่ทางที่ถูกต้องได้ นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมเลยครับ

เกือบ 2 เดือนที่ผมทำงานมาก็มีทั้งคนติและชม เริ่มจากพี่โจซึ่งถือเป็นทั้งผู้ให้โอกาสและเป็นอาจารย์ ก็จะบอกว่า ‘เออ วันนี้ติดเรื่องนี้นะ เรื่องนั้นนะ ฝากหน่อยนะให้มันแบบมีพลังเพิ่มขึ้นหน่อย’ ซึ่งสิ่งที่พี่โจติชมให้ผมแก้ไขนั้น ทุกวันนี้มันก็ดีขึ้น ผมจึงวัดผลจากตรงนี้นี่แหละครับ ส่วนฟีดแบ็กจากผู้ชมก็จะมีคอมเมนต์มาทั้งติทั้งชม บางคอมเมนต์ก็ให้กำลังใจ จะมีสัปดาห์แรกๆ ที่ผู้ชมคอมเมนต์ว่า ‘คุณเต้เล่าแล้วก็เล่าอีก พูดวกไปวนมา ฟังแล้วก็เครียด’ (หัวเราะ) แต่เชื่อมั้ยว่าผมไม่เคยโกรธเลยนะ ซึ่งเมื่อผมกลับไปดูเทปที่ออกอากาศไปแล้ว ว่าเราพูดซ้ำตรงไหนนะ เอ๊ย! จริงด้วย เราพูดซ้ำจริงๆ ผมนี่รู้สึกขอบคุณคนดูที่คอมเมนต์มามากๆ เลยครับ ที่ชี้จุดบกพร่องให้เราได้แก้ไข ซึ่งถือเป็นการติเพื่อก่อเลยครับ”

มองอนาคตวงการข่าว ว่ายังไปต่อได้ ถ้ามีความเป็นกลาง

“การเข้ามาเป็นผู้ประกาศข่าวนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวงการข่าวเหมือนกัน สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่ๆ และอาจารย์ทุกท่านก็คือ ผู้ประกาศข่าวเป็นที่พึ่งของประชาชน ฉะนั้นอนาคตของคนในวงการข่าว จะไปต่อได้อีก ถ้าเรามีความเป็นกลาง และเสนอตามข้อเท็จจริง แต่ถ้าเราเป็นสื่อที่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง หรือนำเสนอข่าวโดยไม่ได้เป็นสื่อที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าผู้ชม (คนดู) ส่วนใหญ่ยุคนี้ฉลาดและสามารถประเมินได้ว่า ข่าวที่เรานำเสนอนั้นโอเคหรือไม่โอเค สื่อบางสื่ออาจทำเกินหน้าที่ ปั่นกระแสโปรโมทข่าวบางข่าวซะจนเกินเหตุ หรือสอดแทรกสิ่งที่ทำให้ข่าวบิดเบือนหรือเอนเอียงไปจากความจริง แบบเนี้ยเรียกว่าไม่ให้เกียรติคนดู ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของสื่อนั้นๆ หรือวงการข่าว ว่าจะได้ไปต่อ หรือได้รับความเชื่อถือหรือไม่”

คลิกดูคลิปรายการได้ที่ https://youtu.be/QgorTRZr-C4

ใครที่เป็นแฟนๆ ของ เต้-ปิติศักดิ์ สามารถติดตามผลงานของเขาได้ในรายการ ‘ข่าวเด่นช่อง 8’ ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.05-12.35 น. , ข่าว 8 Breaking News ทุกวันจันทร์-ศุกร์ 14.20 น. และรายการ ‘เฉียด’ ทุกวันเสาร์ เวลา 12.25 น. และวันศุกร์ (รีรัน) เวลา 19.15 น. และฝากติดตามผลงานละครเรื่องใหม่ได้เร็วๆ นี้ทางช่องสตรีมมิ่ง

Latest