“จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรื่องเล่าเดินทางข้ามพรมแดนทางภาษา วัฒนธรรม และขอบเขตของความเป็นส่วนตัว รวมถึงเมื่อมันถูกอ่านจากผู้คนที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน กระแสธารของสิ่งที่ถูกบอกเล่าจะพัดพาไปในทิศทางใด”

นี่คือคำถามตั้งต้นของ ‘Mooring’ นิทรรศการแรกของ ‘Open Ground’ โครงการสนับสนุนการสร้างสรรค์ เชิงทดลองของศิลปินและภัณฑารักษ์รุ่นใหม่โดย บางกอกคุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) ที่เปิดรับสมัครครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี2025 และเตรียมจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมศิลปินและภัณฑารักษ์รุ่นใหม่อายุระหว่าง 23–35 ปี ผ่านการเปิดพื้นที่ให้โครงการศิลปะร่วมสมัยที่มีความเข้มข้นด้านแนวคิด ความกล้าทดลอง และแสวงหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ศิลปะหลากหลายแขนง พร้อมสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างศิลปิน ภัณฑารักษ์ และสาธารณชน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนภูมิทัศน์ศิลปะร่วมสมัยไทย

‘Mooring’ ภัณฑารักษ์โดย ฐพงค์ ศรีใส ชวนผู้ชมสำรวจการเดินทางของ ‘เรื่องเล่า’ ที่เคลื่อนผ่านภาษา วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน เมื่อเรื่องเล่าถูกส่งต่อจากบริบทหนึ่งสู่อีกบริบทหนึ่ง ความหมายย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามผู้เล่า ผู้รับฟัง และเงื่อนไขของการตีความในแต่ละครั้ง

ที่มาชื่อของนิทรรศการ Mooring หมายถึง ‘การทอดสมอ’ หรือ ‘การยึดโยงชั่วคราว’ เป็นการอุปมาถึงความพยายามในการค้นหาจุดยึดท่ามกลางกระแสการเคลื่อนย้าย การแปลความ และการเปลี่ยนผ่านของเรื่องเล่าในโลกปัจจุบัน ที่ซึ่งประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ต่างถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้คนและวัฒนธรรม



นิทรรศการรวบรวมผลงานของ 4 ศิลปินรุ่นใหม่ นั่นคือ อาริสา เผือกผ่อง, เคย์ จาง, ธนัช ธีระดากร และ วนิสสา บอช ที่ต่างก็นำเสนอวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ครอบครัว การอพยพข้ามพรมแดน เสียงที่หลงเหลือจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ จนถึงประสบการณ์ภายในและมิติทางจิตวิญญาณที่สัมพันธ์กับสิ่งซึ่งไม่อาจรับรู้ได้โดยตรง ผ่านสื่อที่หลากหลาย ทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียง และศิลปะจัดวาง


แทนที่จะมองประวัติศาสตร์ ความทรงจำ หรือความเชื่อในฐานะข้อสรุปที่ตายตัวนิทรรศการชวนพิจารณาว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนดำรงอยู่ผ่านกระบวนการของการเล่า การรับฟัง และการตีความซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด เรื่องเล่าหนึ่งอาจดำรงอยู่ยาวนานกว่าผู้เล่าและเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่เดินทางจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง
นิทรรศการ ‘Mooring’ ได้รับการสนับสนุนจาก Office of Contemporary Art Norway, the Swiss Arts Council Pro Helvetia, Ghost Foundation, OPENFIELD และ บางกอก คุนส์ฮาเลอ เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 29 กันยายน2569 ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 14.00 – 20.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) เข้าชมฟรี



ติดตามข่าวสารและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
• Website: https://khaoyaiart.org/bk/
• Facebook: Bangkok Kunsthalle
• Instagram: @bangkok_kunsthalle
• E-mail: info@bangkok-kunsthalle.org
เกี่ยวกับโครงการ ‘Open Ground’
Open Ground โครงการสนับสนุนการสร้างสรรค์เชิงทดลองของศิลปินรุ่นใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ บางกอก คุนส์ฮาเลอ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันศักยภาพศิลปินและภัณฑารักษ์รุ่นใหม่ในศิลปะทุกแขนงของไทยอายุระหว่าง 23 – 35 ปี เพื่อเฟ้นหาศิลปินและผู้ปฏิบัติการสร้างสรรค์ที่นำเสนอแนวคิดที่หนักแน่น กล้าเสี่ยง และกล้าทดลองพร้อมขยาย ขอบเขต ของการทำงานของตัวเอง โดยบางกอก คุนส์ฮาเลอจะให้ทุนสนับสนุนด้านการผลิตผลงาน ทั้งหมด 3 โครงการ ๆ ละ 150,000 บาท แบ่งเป็น 2 โครงการจากศิลปิน หรือคอลเลคทีฟศิลปิน และอีก 1 โครงการจากภัณฑารักษ์ หรือคอลเลคทีฟ ภัณฑารักษ์
เกี่ยวกับภัณฑารักษ์
ฐพงค์ ศรีใส ภัณฑารักษ์และนักสร้างสรรค์ที่สนใจเรื่องการบูรณาการข้ามศาสตร์ จบการศึกษาภาควิชาทฤษฎีศิลป์ สาขา วิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงานของเขามักเน้นการทำงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่ตั้งคำถามต่อสิ่งง่าย ๆ รอบตัว เพื่อเชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคมและวัฒนธรรมที่สามารถเข้าถึงความหลากหลายของผู้คน และเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ได้รับทุน “ล่องตรึก ทุนเพื่อศิลปะ” ประจำปี 2020 ร่วมจัดแสดงผลงานในนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยหลายครั้ง เช่น “A Verse on Uncomposed Surface: A Gathering of Becoming Stories” ณ หอศิลป์สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปี 2564) และ “เจอนั่น Journey” ณ Kalwit Studio & Gallery (ปี 2560) และเป็นศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการระดับ นานาชาติของ Bangkok Kunsthalle (โครงการ ‘Open Ground’)
ภาพถ่ายโดย สมัชชา อภัยสุวรรณ
เกี่ยวกับศิลปินและผลงาน
อาริสา เผือกผ่อง เป็นศิลปินภาพและผู้จัดโปรแกรมภาพยนตร์ที่พำนักและทำงานอยู่ในกรุงออสโล ในการทำงานของเธอ อาริสาใช้สื่อวิดีโอ ภาพถ่าย กราฟิก และข้อความ มาประกอบสร้างเป็นภาพยนตร์ งานจัดวาง และสิ่งพิมพ์ ผ่านการวางเคียงกันระหว่างความทรงจำส่วนบุคคลและความทรงจำทางวัฒนธรรม เพื่อสำรวจและตั้งคำถามต่อรูปแบบการเล่าเรื่องที่มีอำนาจครอบงำในสังคม ในบทบาทของผู้จัดโปรแกรมภาพยนตร์ เธอมุ่งนำเสนอเสียงและมุมมองที่มักถูกมองข้าม เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้คนต่างบริบททางวัฒนธรรมและต่างช่วงวัย
ผลงานภาพยนตร์ของ อาริสา เผือกผ่อง ถ่ายทอดการเดินทางกลับสู่ความทรงจำในอดีตผ่านบทสนทนาของศิลปินและพ่อของตน ผู้ซึ่งเคยปั่นจักรยานจากประเทศไทยไปยังเยอรมนีในวัยหนุ่ม ทั้งสองได้ร่วมกันรื้อฟื้นเศษเสี้ยวประสบการณ์ที่หลงเหลืออยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อีกทั้งได้ปล่อยให้ผู้ชมได้สำรวจเรื่องราวส่วนตัวที่เคลื่อนผ่านเรื่องเล่าในครอบครัว ประวัติศาสตร์ ผ่านภาษาและวัฒนธรรม แทนที่จะยึดโยงอยู่กับข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งเดียว ผลงานชิ้นนี้ชวนให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการประกอบสร้างความหมาย เพราะผลงานไม่ได้ทอดสมอให้กับความจริงเพียงอย่างเดียว หากแต่เปิดเผยการเคลื่อนที่ของเรื่องเล่าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะที่ร่องรอยของชีวิตที่ผ่านพ้นไปได้ถูกเรียกคืนผ่านการเล่าซ้ำ ความหมายของมันก็แปรเปลี่ยนไปตามผู้ฟัง เวลา และสถานที่
วนิสสา บอช เป็นศิลปินที่พำนักและทำงานอยู่ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เธอทำงานผ่านสื่อวิดีโอ เสียง และการเล่าเรื่อง โดยมักนำเสนอในรูปแบบงานจัดวางและการแสดงสด ผลงานของเธอได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมวิดีโอเกม วรรณกรรมคาดการณ์ และ สุนทรียศาสตร์แนวอีโค-พังก์ เรื่องเล่าเชิงจินตนาการ และสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัยที่เกิดขึ้นจากโลกดิจิทัล ผ่านการสร้างเรื่องเล่าซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม การวิพากษ์มรดกอาณานิคม และมุมมองสตรีนิยมเควียร์
ผลงาน My Temple is a Monstrous Body ของ วนิสสา บอช ประกอบด้วยวิดีโอและประติมากรรมเป่าแก้วซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหลอดไฟ ผลงานพาผู้ชมสำรวจปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างจากมือมนุษย์ ตั้งแต่ภูเขา สายน้ำ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ผ่านเสียงบรรยายของผู้เล่าที่ให้ความรู้สึกราวกับวิญญาณหรือการดำรงอยู่บางอย่างที่กำลังเดินทางและพินิจพิจารณาถึงแหล่งสถิตของตนเอง
ภายในผลงาน พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และโครงสร้างอุตสาหรกรรมซึ่งดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกลับถูกวางให้อยู่เคียงข้างกัน ในฐานะสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อรองรับและสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้โดยตรง ไม่ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าวิญญาณ ธรรมชาติ หรือพลังงานก็ตาม จากจุดเชื่อมดังกล่าว ผลงานชวนให้ตั้งคำถามต่อวิธีที่ความเชื่อ เรื่องเล่า และสถาปัตยกรรมมีบทบาทในการทำความเข้าใจโลกที่อยู่เหนือขอบเขตของการรับรู้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ความหมายต่าง ๆ เคลื่อนย้าย เปลี่ยนแปลง และถูกตีความใหม่อยู่เสมอ
ธนัช ธีระดากร เป็นศิลปิน นักดนตรี ดีเจ นักออกแบบกราฟิก และนักวิจัยที่ทำงานข้ามศาสตร์ ผลงานของเขาครอบคลุมสื่อหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เสียง ดนตรี การแสดงสด ข้อความ สิ่งพิมพ์ การออกแบบสินค้า ไปจนถึงงานจัดวาง โดยมักนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ผ่านการประติดประต่อชิ้นส่วนความทรงจำ ข้อมูล และเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านั้นต่างถูกสร้าง แปลความ ส่งต่อ และเปลี่ยนแปลงความหมายเมื่อเคลื่อนผ่านสื่อ ผู้คน และบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน
ผลงาน CAPITAL COMPLEX ของ ธนัช ธีระดากร สำรวจเสียงในฐานะพื้นที่ที่เรื่องเล่า ความทรงจำ และอำนาจเข้ามาปะทะกัน ผ่านการประกอบสร้างภูมิทัศน์ทางเสียงจากหมอลำ ทำนองมาร์ช ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ และเสียงบรรยากาศจากสถานที่ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเสียงเหล่านี้เผยให้เห็นถึงสภาวะอันล่องลอยของเรื่องเล่าที่ถูกทำให้พร่าเลือน หรือแปรสภาพเป็นสัญญาณรบกวนที่ยังคงวนเวียนอยู่ แต่ไม่อาจถูกรับฟังได้อย่างชัดเจน
จุดตั้งต้นของผลงานอยู่ที่แนวคิดเรื่องการเมืองของเสียง ซึ่งมองว่าเสียงสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือของอำนาจและพื้นที่ของการต่อต้าน เสียงเดียวกันอาจเปลี่ยนสถานะจากการวิพากษ์สังคมสู่ความบันเทิง จากเรื่องเล่าของผู้คนสู่เครื่องมือของรัฐ เมื่อเสียงและความหมายของมันถูกนำกลับมาหลอมรวมเข้าสู่ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ผลงานจึงตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากความหมายดั้งเดิมของมัน และอะไรคือสิ่งที่ยังคงส่งเสียงอยู่ภายใต้ความพร่าเลือนในโลกที่เรื่องเล่าต่างถูกผลิตซ้ำ หมุนเวียน และกลายสภาพอย่างไม่หยุดนิ่ง
เคย์ จาง เป็นศิลปินที่ทำงานกับเสียง มีความสนใจในการสำรวจประเด็นเรื่อง “การอยู่ระหว่าง” ผ่านเสียง การแสดงสด การทำงานภัณฑารักษ์ และการวิจัย อีกทั้งยังทำงานในฐานะภัณฑารักษ์ด้วยการอาศัยแนวทาง “เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” และโดยใช้การทดลองที่เชื่อมโยงกับการทำงานศิลปะข้ามศาสตร์ เคย์ยังทำงานร่วมกับโครงการและแพลตฟอร์มหลากหลายรูปแบบ โดยมีความสนใจในประเด็นอัตลักษณ์ข้ามวัฒนธรรม ทฤษฎีเควียร์เฟมินิสต์ นิเวศวิทยาเสียง และยังมีการมุ่งเน้นสำรวจและสร้างการมีส่วนร่วมผ่านองค์ความรู้ด้านการแสดงสดทางเสียง การสร้างประสบการณ์ภัณฑารักษ์ผ่านงานศิลปะเสียง การบันทึกเสียงภาคสนาม (field recordings) การฟังร่วมกัน (collective listening) และแนวปฏิบัติแห่งการดูแล (care practices)
สำหรับนิทรรศการ Mooring ความสนใจต่อสภาวะของการเปลี่ยนผ่านและการดำรงอยู่กับความไม่แน่นอนปรากฏชัดในวิธีการทำงานของ เคย์ จาง ผู้พัฒนาการสร้างสรรค์ผลงานจากแนวคิด “การอยู่ระหว่าง” (in-betweenness) โดยใช้เสียงเป็นสื่อกลางในการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พื้นที่ วัฒนธรรม ความเชื่อ และพิธีกรรมที่ถูกส่งต่อ ปรับเปลี่ยน และตีความใหม่อยู่เสมอ กล่าวคือ เสียงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความหมาย หากยังเป็นพื้นที่ของการรับฟัง การตอบสนอง และการก่อตัวของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน วิธีการสร้างสรรค์ดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่า ความทรงจำ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันได้เคลื่อนผ่าน พบพาน และทอดสมออยู่ร่วมกันชั่วขณะหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องถูกสรุปเป็นความหมายหรือความจริงเพียงชุดเดียว
